อายุ 60+ มีโรคประจำตัว เบาหวาน ความดัน ทำรากฟันเทียมได้หรือไม่?

การสูญเสียฟันธรรมชาติในวัยผู้สูงอายุ เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิต ทั้งในด้านการบดเคี้ยวอาหารและสุขภาพองค์รวม “รากฟันเทียม” (Dental Implants) จึงเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมในการทดแทนฟันที่สูญเสียไป เนื่องจากให้ความเป็นธรรมชาติและประสิทธิภาพใกล้เคียงฟันจริงมากที่สุด

อย่างไรก็ตาม ข้อกังวลสำคัญที่มักเกิดขึ้นสำหรับผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป คือหากมีโรคประจำตัว โดยเฉพาะโรคยอดฮิตอย่าง “โรคเบาหวาน” และ “โรคความดันโลหิตสูง” จะยังสามารถเข้ารับการผ่าตัดฝังรากฟันเทียมได้หรือไม่ บทความนี้จะอธิบายถึงข้อเท็จจริงทางการแพทย์ เกณฑ์การประเมิน และแนวทางการดูแลความปลอดภัยอย่างถูกต้อง

ความท้าทายของการทำรากฟันเทียมในผู้ป่วยโรคประจำตัว

การฝังรากฟันเทียมถือเป็นการศัลยกรรมช่องปากขนาดเล็ก ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยกระบวนการสมานตัวของแผลและการเชื่อมต่อระหว่างรากฟันเทียมกับกระดูกขากรรไกร (Osseointegration) โรคประจำตัวบางชนิดอาจส่งผลต่อกระบวนการเหล่านี้ได้

กรณีผู้ป่วยโรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus)

โรคเบาหวานส่งผลกระทบต่อระบบหลอดเลือดและระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย สำหรับผู้ป่วยที่ ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ (Uncontrolled Diabetes) จะมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น แผลหายช้า เกิดการติดเชื้อหลังการผ่าตัดได้ง่าย และกระดูกขากรรไกรอาจไม่ประสานเข้ากับรากฟันเทียม ส่งผลให้รากฟันเทียมหลุดหรือล้มเหลว

ในทางกลับกัน หากผู้ป่วย สามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ดี (Well-controlled Diabetes) ความเสี่ยงเหล่านี้จะลดลงมาอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับบุคคลทั่วไป และสามารถเข้ารับการฝังรากฟันเทียมได้อย่างปลอดภัย

กรณีผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง (Hypertension)

ความกังวลหลักสำหรับผู้ป่วยความดันโลหิตสูง คือภาวะความดันโลหิตพุ่งสูงขึ้นอย่างฉับพลันระหว่างการผ่าตัด ซึ่งอาจเกิดจากความเครียด ความวิตกกังวล หรือปฏิกิริยาต่อยาชาที่มีส่วนผสมของสารหดรัดหลอดเลือด (Epinephrine) นอกจากนี้ ยารักษาโรคความดันบางชนิด หรือยาละลายลิ่มเลือดที่มักได้รับร่วมกัน อาจทำให้เลือดหยุดไหลช้ากว่าปกติ

เกณฑ์การประเมินทางการแพทย์ก่อนทำรากฟันเทียม

เพื่อความปลอดภัยสูงสุด ทันตแพทย์เฉพาะทางจะทำการประเมินผู้ป่วยร่วมกับแพทย์อายุรกรรมประจำตัวอย่างรัดกุม โดยมีเกณฑ์พิจารณาเบื้องต้น ดังนี้:

ค่าระดับน้ำตาลสะสม (HbA1c): สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ควรมีค่า HbA1c ต่ำกว่า 7-8% (ขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์แต่ละราย) ซึ่งบ่งชี้ถึงการควบคุมน้ำตาลที่ดีในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา

ระดับความดันโลหิต: ควรควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติหรือใกล้เคียงปกติ (ไม่ควรเกิน 140/90 mmHg หรือตามที่แพทย์ประจำตัวประเมินว่าปลอดภัยสำหรับการศัลยกรรม)

ประวัติการใช้ยา: ทันตแพทย์จำเป็นต้องทราบประวัติการใช้ยาทุกชนิด โดยเฉพาะยาละลายลิ่มเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด หรือยารักษาโรคกระดูกพรุน เพื่อวางแผนการหยุดยาชั่วคราว (หากจำเป็น) อย่างถูกต้อง

ขั้นตอนการเตรียมตัวสำหรับผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว

หากผ่านการประเมินทางการแพทย์แล้ว การเตรียมตัวที่ถูกต้องจะช่วยเพิ่มอัตราความสำเร็จในการรักษา:

แจ้งข้อมูลสุขภาพตามความเป็นจริง: ห้ามปกปิดประวัติความเจ็บป่วย ประวัติการแพ้ยา และรายชื่อยาทุกชนิดที่รับประทานอยู่เป็นประจำ

รักษาสุขภาพช่องปากให้สะอาด: เคลียร์ช่องปากให้เรียบร้อย เช่น อุดฟันผุ ขูดหินปูน และรักษาโรคเหงือกอักเสบ เพื่อลดปริมาณแบคทีเรียและลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ

ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด: ทั้งการรับประทานยาปฏิชีวนะก่อนการผ่าตัด (ในบางกรณี) การพักผ่อนให้เพียงพอ และงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือบุหรี่

การดูแลรักษารากฟันเทียมหลังการผ่าตัด

หลังจากการฝังรากฟันเทียม ผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูงต้องให้ความสำคัญกับการดูแลตนเองอย่างยิ่งยวด ได้แก่ การควบคุมโรคประจำตัวให้คงที่อย่างต่อเนื่อง แปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันทำความสะอาดรอบๆ รากฟันเทียมอย่างถูกวิธี และที่สำคัญที่สุดคือการไปพบทันตแพทย์ตามนัดหมายทุกครั้ง เพื่อตรวจเช็คความสมบูรณ์ของรากฟันเทียมและสุขภาพเหงือก

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

1. เป็นเบาหวาน ค่าน้ำตาลเท่าไหร่ถึงทำรากฟันเทียมได้?

โดยทั่วไป ทันตแพทย์จะพิจารณาจากค่าระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสม (HbA1c) ซึ่งควรมีค่าน้อยกว่า 7% ถึง 8% หากค่าสูงกว่านี้ ทันตแพทย์อาจแนะนำให้กลับไปควบคุมระดับน้ำตาลร่วมกับแพทย์ประจำตัวก่อนเข้ารับการรักษา

2. กินยาละลายลิ่มเลือด ต้องหยุดยาก่อนทำรากฟันเทียมหรือไม่?

ขึ้นอยู่กับชนิดของยาและโรคประจำตัวของผู้ป่วย ทันตแพทย์จะส่งใบส่งตัว (Consultation Form) ไปยังแพทย์ประจำตัวเพื่อประเมินว่าสามารถหยุดยาได้หรือไม่ และต้องหยุดล่วงหน้ากี่วัน ห้ามผู้ป่วยหยุดยาละลายลิ่มเลือดเองโดยเด็ดขาด

3. อายุ 70-80 ปี กระดูกขากรรไกรบาง สามารถทำรากฟันเทียมได้หรือไม่?

อายุไม่ใช่ข้อจำกัดหลักในการทำรากฟันเทียม แต่สิ่งสำคัญคือปริมาณและความหนาแน่นของกระดูกขากรรไกร หากพบว่ากระดูกบาง ทันตแพทย์สามารถทำการผ่าตัดปลูกกระดูก (Bone Grafting) ร่วมกับการทำรากฟันเทียมได้

4. ทำรากฟันเทียมในผู้ป่วยความดันสูง เสี่ยงอันตรายขณะผ่าตัดหรือไม่?

หากควบคุมความดันได้ดีและรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ ความเสี่ยงจะอยู่ในระดับต่ำ ทันตแพทย์จะดูแลเรื่องความวิตกกังวล และอาจพิจารณาเลือกใช้ยาชาที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยความดันโลหิตสูงโดยเฉพาะเพื่อความปลอดภัย

5. รากฟันเทียมในผู้ป่วยเบาหวาน มีโอกาสหลุดหรือล้มเหลวมากกว่าคนปกติหรือไม่?

หากเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ควบคุมไม่ได้ (Uncontrolled Diabetes) จะมีอัตราความล้มเหลวสูงกว่าคนปกติเนื่องจากแผลสมานตัวยากและติดเชื้อได้ง่าย แต่หากควบคุมระดับน้ำตาลได้ดี อัตราความสำเร็จของรากฟันเทียมจะสูงถึง 95-98% ซึ่งใกล้เคียงกับผู้ที่ไม่ได้เป็นโรคเบาหวาน

นัดหมายตรวจสุขภาพช่องปากผู้สูงวัย

ที่ คลินิกทันตกรรม SKYTRAIN DENTAL

Share This:
Share:
โปรทำฟัน
โปรจัดฟัน
เลือกสาขา