
คำแนะนำหลังขูดหินปูน และเกลารากฟัน วิธีดูแลเหงือกให้แข็งแรง แผลหายไว
ภายหลังจากการเข้ารับการรักษาโรคเหงือก ไม่ว่าจะเป็นการกำจัดคราบหินปูนทั่วไป (Scaling) หรือการเกลารากฟันแบบเจาะลึก (Root Planing) การดูแลสุขภาพช่องปากอย่างถูกวิธีในช่วงแรกคือสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดอาการระคายเคือง ป้องกันการอักเสบ และยับยั้งไม่ให้คราบหินปูนกลับมาสะสมซ้ำ ทีมทันตแพทย์เฉพาะทางปริทันต์จาก Skytrain Dental Clinic ได้รวบรวมข้อควรปฏิบัติเพื่อเป็นแนวทางให้คนไข้ดูแลตนเองได้อย่างปลอดภัย
สรุปข้อควรปฏิบัติเบื้องต้น (TL;DR):
ข้อห้ามเด็ดขาด: งดรับประทานอาหารรสจัด ของร้อนจัดหรือเย็นจัด และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในช่วง 24 ชั่วโมงแรก
อาการปกติ: อาจมีอาการเสียวฟัน หรือมีเลือดซึมตามขอบเหงือกเล็กน้อยในช่วง 1-3 วันแรก
การแปรงฟัน: สามารถแปรงฟันได้ตามปกติ แต่ควรใช้แปรงสีฟันขนนุ่มพิเศษ และแปรงอย่างเบามือบริเวณที่เพิ่งได้รับการขูดหินปูน
ขูดหินปูนทั่วไป กับ เกลารากฟัน มีการดูแลที่ต่างกันหรือไม่?
แม้จะเป็นการกำจัดคราบแบคทีเรียและหินปูนเหมือนกัน แต่ระดับความลึกของการรักษาที่ต่างกัน ส่งผลให้ระยะเวลาในการพักฟื้นแตกต่างกัน:
การขูดหินปูน (Scaling): เป็นการกำจัดคราบหินปูนที่เกาะอยู่เหนือขอบเหงือก อาการระคายเคืองมักจะหายไปเองภายใน 1-2 วัน คนไข้สามารถใช้ชีวิตและรับประทานอาหารได้ตามปกติอย่างรวดเร็ว
การเกลารากฟัน (Root Planing): เป็นการทำความสะอาดลึกลงไปใต้ร่องเหงือก มักทำการรักษาในผู้ป่วยที่มีภาวะโรคเหงือกอักเสบรุนแรง (รำมะนาด) อาการหลังเกลารากฟันจะมีอาการบวม ระบม หรือเสียวฟันมากกว่าปกติ อาจต้องใช้เวลาพักฟื้นเหงือกประมาณ 3-7 วัน โดยทันตแพทย์อาจพิจารณาจ่ายยาแก้ปวดหรือน้ำยาบ้วนปากเฉพาะทางให้ร่วมด้วย
อาการปกติหลังทำ (เกลารากฟัน เจ็บกี่วัน? เสียวฟันกี่วันหาย?)
คนไข้หลายรายอาจมีความกังวลเกี่ยวกับอาการที่เกิดขึ้นหลังทำฟัน อาการดังต่อไปนี้ถือเป็นปฏิกิริยาปกติของร่างกายและจะค่อยๆ ดีขึ้นเอง:
อาการเสียวฟัน: มักจะรู้สึกเสียวฟันเวลาดื่มน้ำเย็น หรือหายใจเอาอากาศเย็นเข้าปาก อาการนี้จะค่อยๆ ลดลงและหายไปเองใน 3-7 วัน
เลือดซึมตามขอบเหงือก: อาจมีเลือดสีแดงจางๆ ปนออกมากับน้ำลาย หรือมีเลือดซึมขณะแปรงฟันในช่วง 1-2 วันแรก
ลักษณะเหงือกร่น: เมื่อก้อนหินปูนที่เคยเกาะเหงือกถูกกำจัดออกไป เหงือกที่เคยบวมอักเสบจะยุบตัวลง ทำให้มองเห็นช่องว่างระหว่างฟัน หรือดูเหมือนเหงือกร่น ซึ่งแท้จริงแล้วคือสัญญาณของเหงือกที่กำลังกลับคืนสู่สภาวะปกติ
อาการปวดระบม (เฉพาะเกลารากฟัน): อาจมีอาการปวดหน่วงๆ บริเวณขากรรไกรหรือร่องเหงือก สามารถรับประทานยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการได้ตามคำแนะนำของทันตแพทย์
หลังขูดหินปูน ห้ามกินอะไร? และควรรับประทานอาหารประเภทใด?
เพื่อลดการกระตุ้นให้เกิดอาการเสียวฟันและช่วยให้เหงือกสมานตัวได้เร็วขึ้น ควรปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารในช่วง 1-3 วันแรก ดังนี้:
| ✅ อาหารที่ควรรับประทาน | ❌ อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง (ห้ามกิน) |
| อาหารอ่อน เคี้ยวง่าย: ข้าวต้ม, โจ๊ก, ซุปใส, ไข่ตุ๋น | อาหารรสจัด: อาหารเผ็ดจัด, เปรี้ยวจัด (ทำให้แสบและระคายเคืองเหงือก) |
| อาหารอุณหภูมิห้อง: น้ำเปล่าไม่เย็น, นมจืด | อาหารร้อนจัด หรือ เย็นจัด: น้ำแข็ง, ชาร้อน, ไอศกรีม (กระตุ้นให้เสียวฟันรุนแรง) |
| ผลไม้เนื้อนิ่ม: มะละกอสุก, กล้วย | อาหารแข็งและเหนียว: ถั่ว, กระดูกอ่อน, แคบหมู, คาราเมล |
| เนื้อสัตว์ย่อยง่าย: เนื้อปลา, หมูสับละเอียด | แอลกอฮอล์ และ บุหรี่: ทำให้แผลสมานตัวช้าและเพิ่มความเสี่ยงในการอักเสบ |
(ข้อแนะนำเพิ่มเติม: หากมีอาการเสียวฟันมาก แนะนำให้ใช้หลอดดูดน้ำ แทนการดื่มจากแก้วโดยตรง เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้น้ำสัมผัสกับผิวฟัน)
วิธีดูแลเหงือกและทำความสะอาดช่องปากอย่างถูกต้อง
การรักษาความสะอาดคือหัวใจสำคัญที่สุดในการป้องกันไม่ให้โรคเหงือกกลับมาเป็นซ้ำ:
แปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง: แปรงฟันให้ถูกวิธีด้วยแปรงสีฟันขนนุ่มพิเศษ (Soft หรือ Extra Soft) โดยขยับแปรงเบาๆ บริเวณคอฟัน
ใช้ยาสีฟันลดอาการเสียวฟัน: หากมีอาการเสียวฟันต่อเนื่อง แนะนำให้เปลี่ยนมาใช้ยาสีฟันสูตรลดอาการเสียวฟันโดยเฉพาะ
ใช้ไหมขัดฟัน (Dental Floss) เป็นประจำทุกวัน: การขูดหินปูนไม่สามารถป้องกันฟันผุตามซอกฟันได้ จึงจำเป็นต้องใช้ไหมขัดฟันเพื่อกำจัดคราบพลัคและเศษอาหารที่ขนแปรงสีฟันเข้าไม่ถึง
การใช้น้ำยาบ้วนปาก: หากทันตแพทย์จ่ายน้ำยาบ้วนปากฆ่าเชื้อ (Chlorhexidine) ให้ใช้ตามระยะเวลาที่กำหนดอย่างเคร่งครัด (มักไม่เกิน 1-2 สัปดาห์ เพื่อป้องกันคราบสีติดฟัน)
อาการผิดปกติที่ควรรีบกลับมาพบทันตแพทย์
หากคนไข้มีอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบติดต่อคลินิกเพื่อรับการตรวจประเมินซ้ำทันที:
- มีเลือดไหลปริมาณมากออกมาจากร่องเหงือก และไม่หยุดไหลภายใน 24 ชั่วโมง
- มีอาการปวดรุนแรงจนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน และยาแก้ปวดไม่สามารถบรรเทาได้
- มีหนองไหลซึมออกมาจากขอบเหงือกเมื่อใช้นิ้วกดเบาๆ
- มีไข้สูง หนาวสั่น หรือต่อมน้ำเหลืองบริเวณลำคอบวมโต
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
1. ขูดหินปูนแล้วฟันจะห่าง หรือทำให้ฟันบางลงหรือไม่?
การขูดหินปูนไม่ได้ทำให้ฟันห่างและไม่ได้กรอเนื้อฟันให้บางลง แต่การที่รู้สึกว่าฟันห่างเกิดจากการที่ “ก้อนหินปูน” ที่เคยอุดตามช่องว่างระหว่างฟันถูกกำจัดออกไป ประกอบกับเหงือกที่เคยอักเสบได้ยุบตัวลง ทำให้คนไข้สัมผัสได้ถึงช่องว่างตามธรรมชาติของฟันตนเองอย่างชัดเจนขึ้น
2. ควรกลับมาขูดหินปูนซ้ำบ่อยแค่ไหน?
โดยทั่วไปทันตแพทย์แนะนำให้กลับมาตรวจเช็คสุขภาพช่องปากและขูดหินปูนทุกๆ 6 เดือน แต่สำหรับผู้ป่วยที่มีประวัติโรคเหงือกอักเสบรุนแรง หรือผู้ที่กำลังจัดฟันอยู่ อาจจำเป็นต้องเข้ารับการขูดหินปูนทุกๆ 3-4 เดือน เพื่อป้องกันการสะสมของคราบพลัค
3. มีกลิ่นปากหลังขูดหินปูน เกิดจากสาเหตุใด?
หากมีกลิ่นปากในช่วง 1-2 วันแรก มักเกิดจากคราบเลือดที่ตกค้างบริเวณร่องเหงือก หรือเศษหินปูนชิ้นเล็กๆ ที่ละลายออกมากับน้ำลาย อาการนี้จะหายไปเมื่อแปรงฟันและบ้วนปากอย่างสม่ำเสมอ แต่หากมีกลิ่นเหม็นรุนแรงร่วมกับอาการปวด อาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อ ควรกลับมาพบทันตแพทย์
4. ใช้ไหมขัดฟันแล้วมีเลือดออกหลังขูดหินปูน ควรหยุดใช้หรือไม่?
ไม่ควรหยุดใช้ อาการเลือดออกซึมๆ ขณะใช้ไหมขัดฟันในช่วงแรกเกิดจากความบอบบางของเหงือกที่กำลังฟื้นตัว คนไข้ควรใช้ไหมขัดฟันต่อไปอย่างนุ่มนวล เมื่อเหงือกกลับมาแข็งแรงเต็มที่ อาการเลือดออกเวลาขัดฟันจะหายไปเอง
5. การขูดหินปูน ช่วยทำให้ฟันขาวขึ้นหรือไม่?
การขูดหินปูนช่วยกำจัดคราบเหลือง คราบชา กาแฟ และคราบบุหรี่ที่ติดอยู่บนตัวหินปูนออกไป ทำให้ฟันดูสะอาดและสว่างขึ้นในระดับสีฟันธรรมชาติของคนไข้ แต่จะไม่สามารถเปลี่ยนเม็ดสีภายในเนื้อฟันให้ขาวสว่างขึ้นได้เหมือนการฟอกสีฟัน (Teeth Whitening)
มีอาการเหงือกอักเสบ หรือถึงเวลาเช็คอัพสุขภาพฟันแล้วหรือยัง?
อย่าปล่อยให้คราบหินปูนทำลายรอยยิ้มและสุขภาพเหงือกของคุณ หากต้องการนัดหมายขูดหินปูนประจำปี หรือปรึกษาปัญหาโรคเหงือก ทีมทันตแพทย์ Skytrain Dental Clinic พร้อมให้บริการ (รองรับสิทธิทำฟันประกันสังคม 900 บาท/ปี ไม่ต้องสำรองจ่าย)
ทพ.ยุทธศักดิ์ เสียงฉ่ำ (ท.10667)

