ผ่าฟันคุด ห้ามกินอะไร? การเตรียมตัวและดูแล (ก่อน-หลัง) ผ่าฟันคุด

ฟันคุดเป็นปัญหาทันตกรรมที่พบบ่อยและมักสร้างความกังวลให้กับหลาย ๆ คน  การทำความเข้าใจเกี่ยวกับการผ่าฟันคุดอย่างละเอียด จะช่วยให้คุณเตรียมตัวและดูแลตัวเองได้อย่างถูกต้อง

ผ่าฟันคุดคืออะไร

กระบวนการทางศัลยกรรมในช่องปากเพื่อเอาฟันคุดออก ฟันคุดหมายถึงฟันที่ไม่สามารถขึ้นมาในช่องปากได้ตามปกติอาจจะขึ้นมาได้เพียงบางส่วน โผล่มาในทิศทางที่ผิดปกติ (เช่นเอียงชนฟังซี่ข้างเคียง นอนราบขนาดกับเส้นกระดูกขากรรไกร) หรือฝังตัวอยู่ในกระดูกขากรรไกรทั้งหมด ฟันที่มักจะเป็นฟันคุดบ่อยที่สุดคือ ฟันรามซี่ที่สาม หรือ ที่เรียกว่า ฟันฉลาด ซึ่งเป็นฟันซี่ในสุดที่จะขึ้นมาในช่วงอายุประมาณ 17-25 ปี การผ่าฟันคุดมักทำโดยทันตแพทย์ทั่วไปที่มีประสบการณ์หรือทันตแพทย์เฉพาะทางศัลยศาสตร์ช่องปาก

สาเหตุของการเกิด ผ่าฟันคุด

  • ฟื้นที่ในขากรรไกรไม่เพียงพอ – เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด เมื่อขนาดของขากรรไกรเล็กเกินไป หรือ มีฟันซี่อื่น ๆ เบียดกันแน่น ทำให้ไม่มีว่างเพียงพอสำหรับฟันกรามซี่ที่สามจะขึ้นมาได้อย่างเหมาะสม
  • ทิศทางการขึ้นของฟันผิดปกติ – ฟันอาจจะพยายามขึ้นในทิศทางที่เอียงไปชนฟันซี่ข้างเคียง เอียงไปทางด้านหลัง หรือ นอนในแนวราบ ทำให้ไม่สามารถโผล่พ้นเหงือกขึ้นมาได้
  • มีสิ่งกีดขวางการขึ้นของฟัน – เช่น มีฟันซี่อื่นขวางอยู่ มีกระดูกหนาแน่นเกินไป หรือ มีเนื้อเยื่อเหงือกที่หนาผิดปกติ
  • พันธุกรรม – ขนาดของขากรรไกรและจำนวนฟันมีความสัมพันธ์กับพันธุกรรม
  • วิวัฒนาการ – มนุษย์ในปัจจุบันมีขากรรไกรที่เล็กลงเมื่อเทียบกับบรรพบุรุษ เนื่องจากอาหารที่รับประทานอ่อนนุ่มลง ไม่ต้องใช้แรงบดเคี้ยวมากเท่าในอดีต แต่จำนวนฟันยังคงเท่าเดิม

อาการของฟันคุด

  • ฟันคุดอาจไม่แสดงอาการใด ๆ เลยในบางราย แต่เมื่อมีอาการ มักจะปรากฎอาการดังนี้
  • อาการปวด – เป็นอาการที่พบบ่อยที่สุด อาจปวดบริเวณฟันคุด ปวดร้านไปบริเวณใกล้เคียง เช่น ขากรรไกร หู ศีรษะ ความปวดอาจเป็น ๆ หาย ๆ หรือ ปวดรุนแรงต่อเนื่อง
  • อาการเหงือกบวมแดง – บริเวณรอบฟันคุดอาจมีการอักเสบ บวม แดง และเจ็บเมื่อสัมผัส
  • อาการอ้าปากได้น้อยลง หรือ อ้าปากลำบาก – เนื่องจากกล้ามเนื้อบริเวณขากรรไกรมีการอักเสบหรือเกร็งตัว
  • อาการมีกลิ่นปาก –  เกิดจากการสะสมของเศษอาหารและแบคทีเรียในบริเวณที่ทำความสะอาดยาก
  • อาการรับรสผิดปกติ – อาจรู้สึกมีรสชาติแปลก ๆ ในปาก
  • อาการมีหนองไหล – ในกรณีที่มีการติดเชื้อและอักเสบรุนแรง
  • อาการฟันผุ – ทั้งตัวฟันคุดเอง หรือ ฟันซี่ข้างเคียง เนื่องจากทำความสะอาดยาก

การวินิจฉัยฟันคุด

ทันตแพทย์จะวินิจฉัยฟันคุดโดย

  • การซักประวัติ – สอบถามอาการ ประวัติการเจ็บป่วย โรคประจำตัว และ ยารับประทานเป็นประจำ
  • การตรวจในช่องปาก – ทันตแพทย์จะตรวจดูสภาพเหงือก ฟันซี่ข้างเคียง และ ประเมินลักษณะการขึ้นของฟันคุด
  • การถ่ายภาพรังสี X-rays – เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการวินิจฉัยฟันคุด ช่วยให้เห็นตำแหน่ง ทิศทาง รูปร่างของฟันคุด ความสัมพันธ์กับฟันซี่ข้างเคียง โพรงไซนัส และ เส้นประสาทที่สำคัญ
  • ภาพรังสีเล็กในช่องปาก (Periapical X-ray) – ให้รายละเอียดของฟันและกระดูกรอบรากฟัน
  • ภาพรังสีพาโนรามิก (Panoramic X-ray)– ให้ภาพรวมของฟันและกระดูกขากรรไกรทั้งบนและล่าง เห็นตำแหน่งฟันคุดได้ชัดเจน
  • ภาพรังสีสามมิติ (Cone Beam CT Scan-CBCT)  – อาจใช้ในกรณีที่ฟันคุดอยู่ใกล้เส้นประสาทหรือโครงสร้างสำคัญอื่น ๆ เพื่อการวางแผนการผ่าตัดที่แม่นยำยิ่งขึ้น

การเตรียมตัวก่อนผ่าฟันคุด

  • ปรึกษาทันตแพทย์ – แจ้งประวัติสุขภาพ โรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ประวัติการแพ้ยา และ ยาที่กำลังรับประทานอยู่ (โดยเฉพาะยาละลายลิ่มเลือด หรือ ยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด)
  • รับประทานอาหาร – หากผ่าตัดโดยใช้ยาชาเฉพาะที่ สามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ แต่ถ้าต้องดมยาสลบหรือให้ยาทางหลอดเลือดดำเพื่อให้หลับ ทันตแพทย์จะแนะนำให้งดน้ำและอาหารตามระยะเวลาที่กำหนด (ประมาณ 6-8 ชั่วโมง)
  • พักผ่อนให้เพียงพอ – คืนก่อนวันผ่าตัดควรนอนหลับพักผ่อนให้เต็มที่
  • ทำความสะอาดช่องปาก – แปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันให้สะอาดก่อนมาผ่าตัด
  • สวมเสื้อผ้าที่ใส่สบาย – เลือกเสื้อผ้าที่หลวมสบาย ไม่รัดแน่นบริเวณคอหรือแขน
  • เตรียมผู้ดูแลและคนขับรถกลับบ้าน – หลังผ่าตัดอาจมีอาการมึนงงจากยาชาหรือยาอื่น ๆ ไม่ควรขับรถกลับเอง
  • งดสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ – อย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนและหลังผ่าตัด เพื่อช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น
  • สอบถามข้อสงสัย – หากมีคำถามหรือข้อกังวลใด ๆ ควรสอบถามทันตแพทย์ให้เข้าใจก่อนการผ่าตัด

วิธีรักษาอาการฟันคุด

  • การรักษาฟันคุดโดยหลักคือการผ่าเอาฟันคุดออก แต่ในระหว่างรอหรือในกรณีที่ไม่สามารถผ่าได้ทันทีอาจมีการรักษาตามอาการ

การรักษาเบื้องต้นเพื่อบรรเทาอาการ (ก่อนผ่าตัด)

  • ยาแก้ปวด – เช่นพาราเซตามอล หรือ ไอบูโพเฟ่นเพื่อลดอาการปวด
  • ยาปฏิชีวนะ – ในกรณีที่มีการติดเชื้อ เช่น เหงือกบวมแดง มีหนอง ทันตแพทย์จะสั่งจ่ายยาเพื่อควบคุมการติดเชื้อก่อน
  • การบ้วนปากด้วยน้ำเกลืออุ่น – ช่วยทำความสะอาดและลดการอักเสบเบื้องต้น

การผ่าฟันคุด – เป็นการรักษาหลัก ๆ ด้วยวิธี

  • การให้ยาเฉพาะที่ – ฉีดยาชาบริเวณรอบ ๆ ฟันคุด ทำให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกเจ็บปวดขณะผ่าตัด แต่ยังคงรู้สึกตัวตลอดเวลา
  • การให้ยาระงับความรู้สึกทางหลอดเลือดดำ – ผู้ป่วยจะได้รับยาทางหลอดเลือดดำ ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ง่วงซึม และอาจจำเหตุการณ์ระหว่างผ่าตัดไม่ได้ มักใช้ในรายที่กลัวมากหรือผ่าหลายซี่พร้อมกัน
  • การดมยาสลบ – ผู้ป่วยจะหลับไปเลย ไม่รู้สึกตัวระหว่างการผ่าตัด มักใช้ในกรณีที่ซับซ้อนมาก ผ่าหลายซี่ หรือ ผู้ป่วยไม่ให้ความร่วมมือ

ขั้นตอนการผ่าตัดผ่าฟันคุด

กระบวนการผ่าฟันคุด สามารถแบ่งออกเป็น 3 ระยะหลัก ได้แก่ ก่อนการผ่าตัด ระหว่างการผ่าตัด และ หลังการผ่าตัด

1.ก่อนการผ่าตัด (Pre-Operative Phase)

  • การปรึกษาและตรวจวินิจฉัย 

ทันตแพทย์จะซักประวัติทางการแพทย์และทันตกรรมอย่างละเอียด รวมถึงยาที่กำลังรับประทาน โรคประจำตัว และ ประวัติการแพ้ยา

  • ตรวจสภาพช่องปากและฟันโดยละเอียด 

การเอกซเรย์ X-ray – เป็นสิ่งสำคัญมากเพื่อดูตำแหน่ง ทิศทาง ลักษณะของรากฟันคุด ความสัมพันธ์กับเส้นประสาทและฟันข้างเคียง รวมถึงพยาธิสภาพอื่น ๆ ที่อาจมีอยู่ ภาพ เอกซเรย์ที่ใช้บ่อยคือ ภาพเอกซเรย์พาโนรามิก Panoramic X-ray หรือในบางกรณีอาจ ต้องใช้ภาพเอกซเรย์สามมิติเพื่อให้เห็นรายละเอียดที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ทันตแพทย์จะอธิบายแผนการรักษา ประโยชน์ ความเสี่ยง ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นและค่าใช้จ่ายให้ผู้ป่วยทราบอย่างละเอียด ผู้ป่วยจะได้รับคำแนะนำในการเตรียมตัวก่อนผ่าตัด เช่น การพักผ่อนให้เพียงพอ งดน้ำและอาหาร หรือการทานยาปฏิชีวนะล่วงหน้าในบางกรณี

  • การวางแผนการรักษา – ทันตแพทย์จะวางแผนวิธีการผ่าตัดที่เหมาะสมกับลักษณะของ

ฟันคุดแต่ละซี่ เช่น ตำแหน่งที่ต้องเปิดเหงือก ปริมาณกระดูกที่ต้องกรอกหรือการแบ่งฟันออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ เพื่อให้ง่ายต่อการนำออกมา

2.ระหว่างการผ่าตัด Surgical Phase

โดยทั่วไป ขั้นตอนการผ่าฟันคุดจะใช้เวลาประมาณ 30-60 นาทีต่อซี่ ขึ้นอยู่กับความยากง่ายของแต่ละกรณี

  • การให้ยาชาเฉพาะที่ Local Anesthesia

ทันตแพทย์จะทายาชาชนิดเจลบริเวณที่จะฉีดยาชาก่อน เพื่อลดความรู้สึกเจ็บขณะแทงเข็ม จากนั้นจะฉีดยาชาบริเวณรอบ ๆ ฟันคุด เพื่อให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกเจ็บปวดในระหว่างการผ่าตัด ผู้ป่วยจะยังคงรู้สึกตัวและรับรู้ถึงแรงกดหรือการดึงได้บ้าง แต่จะไม่รู้สึกเจ็บ ในบางกรณีที่ผู้ป่วยมีความวิตกกังวลสูงร่วมด้วย เช่น การให้ยากินหรือการให้ยาทางหลอดเลือดดำหรือในกรณีที่ยากมาก อาจต้องทำภายใต้ การดมยาสลบ ซึ่งจะต้องทำในโรงพยาบาลที่มีวิสัญญีแพทย์ดูแล

  • การเตรียมบริเวณผ่าตัด

ทันตแพทย์และผู้ช่วยจะสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อ เช่น ถุงมือ หน้ากากอนามัย แว่นตาและเสื้อคลุม ทำความสะอาดบริเวณรอบปากของผู้ป่วยด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ ใช้ผ้าสะอาดปราศจากเชื้อคลุมบริเวณใบหน้าผู้ป่วย เหลือไว้เฉพาะบริเวณช่องปาก

  • การเปิดเหงือก (Gum Incision) 

ทันตแพทย์จะใช้ใบมีดขนาดเล็กกรีดเปิดเหงือกบริเวณที่คลุมฟันคุด เพื่อให้เห็นตัวฟันและกระดูกที่หุ้มอยู่

  • การกรอกระดูก (Bone Removal)

ในกรณีที่ฟันคุดฝังอยู่ในกระดูกขากรรไกร หรือ มีกระดูกคลุมอยู่ ทันตแพทย์จะใช้หัวกรอ ทางทันตกรรมกรอกระดูกส่วนที่คลุมฟันออกอย่างระมัดระวัง เพื่อให้สามารถเข้าถึงตัวฟันคุดได้ ระหว่างขั้นตอนนี้จะมีน้ำหล่อเย็นออกมาเพื่อลดความร้อนจากการกรอ

  • การแบ่งฟัน Tooth Sectioning

หากฟันคุดมีขนาดใหญ่ หรือ อยู่ในทิศทางที่ยากต่อการนำออกทั้งซี่ ทันตแพทย์อาจแบ่งฟันคุดออกเป็นชิ้นเลืก ๆ ด้วยห้วกรอ เพื่อให้สามารถนำแต่ละส่วนออกมาได้ง่ายขึ้น ลดการกระทบกระเทือนต่อเนื้อเยื่อรอบข้างและลดขนาดของแผลผ่าตัด

  • การนำฟันคุดออก Tooth Extraction

ทันตแพทย์จะใช้เครื่องมือที่เรียกว่า คีม Forceps และเครื่องมือแซะ Elevator ค่อย ๆ โยก และแซะฟันคุดหรือชิ้นส่วนของฟันคุดออกมาจากเบ้าฟันอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนต่อเส้นประสาทหรือฟันข้างเคียง

  • การทำความสะอาดแผล Wound Debridement

หลังจากนำฟันคุดออกหมดแล้ว ทันตแพทย์จะทำความสะอาดเบ้าฟัน ล้างเศษกระดูกหรือเศษฟันที่อาจตกค้างอยู่ออกให้หมดและอาจมีการขูดเนื้อเยื่อที่อักเสบออก

  • การเย็บแผล Suturing 

ทันตแพทย์จะเย็บปิดขอบเหงือกที่เปิดไว้ด้วยไหมเย็บแผล ซึ่งอาจเป็นชนิดละลายเอง หรือชนิดที่ต้องกลับมาตัดไหม ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของทันตแพทย์ การเย็บแผลจะช่วยให้เลือดหยุดไหลเร็วขึ้น ป้องกันเศษอาหารตกลงไปในแผลและช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น

3.หลังการผ่าตัด (Post-Operative Phase)

การดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีหลังการผ่าตัดมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อช่วยให้แผลหายเร็วลดอาการไม่พึงประสงค์และป้องกันภาวะแทรกซ้อน

  • การควบคุมเลือดออก 

กัดผ้าก๊อซให้แน่นบริเวณแผลผ่าตัดประมาณ 1-2 ชั่วโมง หรือจนกว่าเลือดจะหยุดไหลสนิท หากยังมีเลือดซึม ให้เปลี่ยนผ้าก๊อซใหม่แล้วกัดต่อ

หลีกเลี่ยงการบ้วนน้ำลายแรง ๆ หรือ ดูดแผล เพราะอาจทำให้ลิ่มเลือดที่กำลังก่อตัวหลุดออกและทำให้เลือดไหลอีกครั้ง

  • การลดอาการปวดและบวม

รับประทานยาแก้ปวด – ตามที่ทันตแพย์สั่ง เช่น พาราเซตามอล หรือ ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs โดยควรเริ่มรับประทานยาแก้ปวดก่อนที่ยาชาจะหมดฤทธิ์

ประคบเย็น – ในช่วง 24-48 ชั่วโมงแรกหลังผ่าตัดให้ใช้ถุงน้ำแข็งหรือผ้าห่อน้ำแข็งประคบบริเวณแก้มด้านที่ผ่าตัด โดยประคบประมาณ 15-20 นาที สลับกับพัก 15-20 นาที เพื่อช่วยลดอาการ บวมและปวด

หลังจาก 48 ชั่วโมง หากยังมีอาการบวม อาจเปลี่ยนไปประคบอุ่นเพื่อช่วยลดอาการบวมและเพิ่มการไหลเวียนของเลือด นอนหนุนหมอนสูงเล็กน้อยในช่วง 2-3 คืนแรกเพื่อช่วยลดอาการบวม

  • การดูแลความสะอาดช่องปาก

วันแรกหลังผ่าตัด อาจงดการแปรงฟันบริเวณที่ผ่าตัด แต่สามารถแปรงฟันซี่อื่น ๆได้ตามปกติ

หลังจาก 24 ชั่วโมงสามารถเริ่มบ้วนปากเบาๆ ด้วยน้ำเกลืออุ่น (เกลือ ½ – 1 ช้อนชา ผสมน้ำอุ่น 1 แก้ว) วันละ 3-4 ครั้ง โดยเฉพาะหลังรับประทานอาหาร เพื่อช่วยทำความสะอาดแผลและลดการสะสมของแบคทีเรีย แปรงฟันอย่างนุ่มนวล โดยระมัดระวังบริเวณแผลผ่าตัด

  • การรับประทานอาหาร

ในช่วงว้นแรก ๆ ควรรับประทานอาหารอ่อนที่เคี้ยวง่ายและไม่ต้องออกแรงบดเคี้ยวมาก เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม ซุป ไข่ตุ๋น โยเกิร์ต

หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด อาหารร้อนจัด อาหารแข็ง หรือ เหนียวที่ต้องเคี้ยวมาก ๆ เพราะอาจทำให้ระคายเคืองแผล หรือทำให้เศษอาหารเข้าไปติดในแผลได้ง่าย หลีกเลี่ยงการใช้หลอดดูดน้ำ เพราะแรงดูดอาจทำให้ลิ่มเลือดหลุด

  • กิจกรรมและการพักผ่อน

พักผ่อนให้เพียงพอ – หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนัก หรือ กิจกรรมที่ต้องออกแรงมากในช่วง 2-3 วันแรกหลังผ่าตัด เพราะอาจทำให้เลือดออกมากขึ้นและแผลหายช้าล

  • การรับประทานยา

รับประทานยาตามที่ทันตแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะยาปฏิชีวนะ ต้องรับประทานให้หมดตามกำหนด แม้ว่าอาการจะดีขึ้นแล้วก็ตาม เพื่อป้องกันการติดเชื้อ

  • การสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์

ควรงดสูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 1 สัปดาห์หลังผ่าตัด หรือ นานกว่านั้นตามคำแนะนำของทันตแพทย์ เพราะสารในบุหรี่และแอลกอฮอล์จะขัดขวางกระบวนการหายของแผล และเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อและภาวะกระดูกเบ้าฟันอักเสบ

  • การนัดหมายเพื่อติดตามผลและตัดไหม

ไปพบทันตแพทย์ตามนัดเพื่อตรวจดูความเรียบร้อยของแผล และตัดไหม(ในกรณีที่ใช้ไหมชนิดไม่ละลาย) โดยทั่วไปจะนัดตัดไหมประมาณ 7-10 วันหลังผ่าตัด

  • ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น

แม้ว่าการผ่าฟันคุดโดยทั่วไปจะมีความปลอดภัยสูง แต่ก็อาจมีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้นได้บ้าง ซึ่งส่วนใหญ่มักไม่รุนแรงและสามารถรักษาได้

อาการปวดและบวม – เป็นอาการปกติที่พบได้หลังผ่าตัด มักจะมากที่สุดในช่วง 2-3 วันแรกและจะค่อย ๆลดลง

เลือดออก – อาจมีเลือดซึมเล็กน้อยได้ในช่วง 24 ชั่วโมงแรก

การติดเชื้อ – สังเกตได้จากอาการปวด บวม แดง ร้อน มีหนองไหลออกจากแผล หรือมีไข้ หากมีอาการเหล่านี้ควรรีบไปพบทันตแพทย์

ภาวะกระดูกเบ้าฟันอักเสบ – เป็นภาวะที่ลิ่มเลือดที่ปกคลุมเบ้าฟันหลุดออกไปก่อนที่แผลจะหาย ทำให้กระดูกเบ้าฟันสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมในช่องปากโดยตรง เกิดอาการปวดรุนแรงบริเวณแผล่ผ่าตัด อาจปวดร้าวไปบริเวณอื่นและมีกลิ่นปาก มักเกิดขึ้นประมาณ 3-5 วันหลังผ่าตัดจำเป็นต้อง กลับไปให้ทันตแพทย์ทำความสะอาดและใส่ยาในเบ้าฟัน

อาการชาบริเวณริมฝีปาก ลิ้น หรือ คาง – เกิดจากการที่เส้นประสาทบริเวณใกล้เคียงได้รับผลกระทบ ส่วนใหญ่มักเป็นอาการชั่วคราวและจะค่อย ๆ ดีขึ้นภายในไม่กี่สัปดาห์หรือหลายเดือน ในบางกรณีที่พบได้น้อยมาก อาจเกิดอาการชาถาวร

ความเสียหายต่อฟันข้างเคียง – อาจเกิดขึ้นได้แต่น้อยมาก

ขากรรไกรอ้าได้น้อยลง – กล้ามเนื้อบริเวณขากรรไกรอาจมีการเกร็งตัว ทำให้รู้สึกอ้าปากได้ลำบาก อาการนี้มักจะค่อย ๆ ดีขึ้นเอง

การทะลุของโพรงไซนัส – ในกรณีผ่าฟันคุดบนที่อยู่ใกล้โพรงไซนัส อาจเกิดการทะลุถึงกันได้ ซึ่งทันตแพทย์จะทำการแก้ไขและให้คำแนะนำเพิ่มเติม

เมื่อใดควรติดต่อทันตแพทย์ทันที

  • มีเลือดออกมากผิดปกติและไม่หยุดไหล
  • มีอาการปวดรุนแรง ซึ่งยาแก้ปวดไม่สามารถบรรเทาได้
  • มีอาการบวมมากขึ้นหลังจาก 3 วันแล้วหรือมีอาการบวมมากจนหายใจหรือกลืนลำบาก
  • มีไข้สูงหรือมีหนองไหลออกจากแผล
  • มีอาการชาบริเวณริมฝีปาก ลิ้น หรือคางเป็นเวลานานผิดปกติ
  • มีอาการผิดปกติอื่นๆ ที่น่ากังวล

วิธีป้องกันฟันคุด

ฟันคุดส่วนใหญ่เกิดจากขนาดของขากรรไกรไม่เพียงพอให้ฟันขึ้นได้ตามปกติ จึงไม่สามารถป้องกันการเกิดฟันคุดได้โดยตรง แต่วิธีที่ดีที่สุดคือการไปพบทันตแพทย์เพื่อตรวจและเอ็กซเรย์ช่องปากเป็นประจำ จะช่วยให้ตรวจพบฟันคุดได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ และวางแผนการรักษาหรือถอนออกก่อนที่จะเกิดปัญหาตามมา

ผลกระทบของฟันคุด

หากปล่อยฟันคุดไว้โดยไม่ผ่าออก อาจก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมาได้เช่น

  • อาการปวดและอักเสบ – ปวดบวมบริเวณเหงือกที่ฟันคุดขึ้น และอาจอักเสบลุกลามได้
  • ฟันผุ – เศษอาหารเข้าไปติดในซอกฟันคุดได้ง่าย ทำให้ฟันคุดและฟันซี่ข้างเคียงผุ
  • เหงือกอักเสบ – เกิดการอักเสบของเหงือกที่ปกคลุมฟันคุด
  • ถุงน้ำ – อาจเกิดถุงน้ำรอบ ๆ ฟันคุด ซึ่งสามารถทำลายกระดูกขากรรไกรและฟันซี่ข้างเคียงได้
  • กระทบฟันซี่ข้างเคียง – ฟันคุดอาจดันฟันซี่ที่อยู่ข้าง ๆ จนทำให้ฟันซ้อนเกหรือเสียหายได้

การดูแลหลังผ่าฟันคุด

  • กัดผ้าก๊อซ – กัดผ้าก๊อซให้แน่นประมาณ 1-2 ชั่วโมงเพื่อช่วยให้เลือดหยุดไหล
  • ประคบเย็น – ในช่วง 1-2 วันแรกให้ประคบเย็นบริเวณแก้มข้างที่ผ่าเพื่อลดอาการบวม
  • รับประทานยา – ทานยาแก้ปวดและยาปฏิชีวนะตามที่ทันตแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
  • พักผ่อน – หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักหรือกิจกรรมที่ต้องออกแรงมาก
  • ทำความสะอาด – แปรงฟันได้ตามปกติแต่ให้ระมัดระวังบริเวณแผล

สิ่งที่ห้ามกิน และ สิ่งที่ควรกินหลังการผ่าฟันคุด

  • สิ่งที่ควรกิน – อาหารอ่อน ๆ ที่ไม่ต้องเคี้ยวมาก เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม ซุป ไข่ตุ๋น โยเกริ์ต น้ำผลไม้
  • สิ่งที่ห้ามกิน – อาหารรสจัด เผ็ดร้อน อาหารแข็งหรือเหนียว เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • หลีกเลี่ยงการใช้หลอดดูดน้ำ – เพราะแรงดูดอาจกระทบกระเทือนลิ่มเลือดที่แผล

ภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าฟันคุดที่อาจเกิดขึ้น

แม้จะพบไม่ได้บ่อย แต่ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่

  • เลือดไหลไม่หยุด – อาจเกิดขึ้นได้หากลิ่มเลือดที่ปิดแผลหลุดออกไป
  • การติดเชื้อ – แผลผ่าตัดอาจเกิดการอักเสบติดเชื้อได้ สังเกตได้จากอาการปวดบวมแดงผิดปกติหรือมีหนอง
  • กระดูกเบ้าฟันอักเสบ – เป็นภาวะที่เจ็บปวดมาก เกิดจากลิ่มเลือดที่แผลหลุดออกไปก่อนเวลาอันควร
  • อาการชา – อาจมีอาการชาชั่วคราวบริเวณริมฝีปาก ลิ้น คาง หากเส้นประสาทบริเวณใกล้เคียงได้รับผลกระทบจากการผ่าตัด

คำถามที่พบบ่อย FAQ เกี่ยวกับการผ่าฟันคุด

ตอบทุกคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการผ่าฟันคุด เพื่อให้คุณเตรียมความพร้อมและคลายความกังวลก่อนตัดสินใจเข้ารับการรักษา

Q1. ผ่าฟันคุดเจ็บไหม?

ระหว่างผ่าตัดจะไม่เจ็บเพราะทันตแพทย์จะฉีดยาชาเฉพาะที่ อาจรู้สึกเจ็บบ้างตอนฉีดยาชา หลังจากยาชาหมดฤทธิ์จะเริ่มมีอาการปวด ซึ่งสามารถบรรเทาได้ด้วยยาแก้ปวดที่ทันตแพทย์จ่ายให้

Q2. ต้องผ่าฟันคุดทุกซี่หรือไม่?

ไม่จำเป็นเสมอไป หากฟันคุดขึ้นตรง ไม่สร้างปัญหาต่อฟันซี่ข้างเคียงและสามารถทำความสะอาดได้ดีก็ไม่จำเป็นต้องผ่าออก แต่ส่วนใหญ่ทันตแพทย์มักแนะนำให้ผ่าออกเพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต

Q3. การผ่าฟันคุดใช้เวลานานเท่าไหร่?

โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 20-45 นาที ขึ้นอยู่กับความยากง่ายตำแหน่งและลักษณะการขึ้นของฟันคุดแต่ละซี่ ในกรณีที่ซับซ้อนอาจใช้เวลานานกว่านั้น

Q4. หลังผ่าฟันคุดจะบวมกี่วัน?

อาการบวมเป็นเรื่องปกติ โดยจะบวมที่สุดในช่วง 2-3 วันแรก และจะค่อย ๆ ยุบลงภายใน 3-5 วัน การประคบเย็นจะช่วยลดอาการบวมได้ดี

Q5. เมื่อไหร่จะกินข้าวได้ตามปกติ?

หลังเลือดหยุดไหล สามารถเริ่มรับประทานอาหารเหลวหรืออาหารอ่อน ๆได้ โดยควรเคี้ยวข้างที่ไม่ได้ผ่าตัด และจะกลับมารับประทานอาหารได้ตามปกติภายใน 1-2 สัปดาห์

Q6. ค่าใช้จ่ายในการผ่าฟันคุดประมาณเท่าไหร่?

ค่าใช้จ่ายจะแตกต่างกันไปในแต่ละคลินิกและโรงพยาบาล รวมถึงความยากง่ายของเคส โดยทั่วไปมีราคาตั้งแต่ 1,500-8,000 บาทต่อซี่

Q7. จำเป็นต้องลางาน ลาเรียนหรือไม่?

แนะนำให้ลาพัก 1-2 วันหลังการผ่าตัด เพื่อให้ร่างกายได้พักฟื้นเต็มที่และลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน

Q8. ถ้าปล่อยฟันคุดทิ้งไว้จะเป็นอะไรไหม?

หากเป็นฟันคุดที่ไม่สามารถขึ้นได้ตามปกติ การปล่อยทิ้งไว้อาจนำไปสู่ปัญหาต่าง ๆ เช่น เหงือกอักเสบ ฟันผุที่ฟันซี่ข้างเคียง การเกิดถุงน้ำ การติดเชื้อที่รุนแรง และอาจทำให้ฟันซี่อื่นล้มเกได้

สรุปการผ่าตัดผ่าฟันคุด

การผ่าตัดผ้าฟันคุดเป็นหัตถการที่จำเป็นในหลายกรณีเพื่อรักษาสุขภาพช่องปากที่ดีในระยะยาว การทำความเข้าใจขั้นตอนต่าง ๆ และการปฏิบัติตามคำแนะนำของทันตแพทย์อย่างเคร่งครัดทั้งก่อน ระหว่าง และ หลังการผ่าตัด จะช่วยให้กระบวนการผ่าตัดเป็นไปอย่างราบรื่น ลดความเจ็บปวดและอาการไม่พึงประสงค์ และช่วยให้แผลหายได้อย่างรวดเร็ว หากท่านมีข้อสงสัยหรือความกังวลใด ๆ ควรปรึกษาทันตแพทย์ของท่านโดยตรง เพื่อขอคำแนะนำที่เหมาะสมกับกรณีของท่าน

สำหรับท่านใดที่กำลังสงสัยหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการผ่าฟันคุด ขั้นตอน วิธีการรักษาอย่างละเอียดสามารถเข้ามาปรึกษาขอคำแนะนำกับคลินิกทันตกรรม สกายเทรนเด็นทัล ได้ตลอดเวลา หรือ คลิกเข้าไปที่เว็บไซต์ www.skytraindental.com ตลอด 24 ชั่วโมง

 

Share This:
Share:
โปรทำฟัน
โปรจัดฟัน
เลือกสาขา