ฟันล้มคืออะไร? อันตรายหรือไม่? และแก้ไขอย่างไร?

ฟันล้มเป็นยังไง

ฟันล้มคืออาการอะไร?

ฟันล้ม คือภาวะที่ฟันมีการเอียงตัวหรือเคลื่อนที่ออกจากตำแหน่งเดิมที่ควรจะเป็นในแนวระนาบ โดยทั่วไปแล้วจะเกิดจากการที่ฟันพยายามจะหาจุดสมดุลใหม่ หรือ เคลื่อนเข้าไปหาช่องว่างที่เกิดขึ้นในช่องปาก เช่น ช่องว่างที่เกิดจากการถอนฟันหรือสูญเสียฟันซี่ใดซี่หนึ่งไป การเคลื่อนที่นี้อาจเกิดขึ้นได้ทั้งการล้มไปด้านข้างหรือการยื่น/จมลงในแนวดิ่งก็ได้

ลักษณะอาการที่สังเกตได้ (สัญญาณเตือน)

คุณสามารถสังเกตสัญญาณเตือนของภาวะฟันล้มได้ดังนี้

  • ฟันดูเอียง ผิวแนว ไม่ตรงเหมือนเดิม

แนวของฟันโดยรวมเริ่มดูไม่เรียบสม่ำเสมอ ฟันบางซี่อาจเอียงเข้าหาฟันซี่ข้าง ๆ หรือ เอียงเข้าสู่ช่องว่าง

  • เริ่มมีช่องว่างระหว่างฟัน หรือ ฟันซี่ที่เคยชิดกับห่างออก

บางครั้งฟันล้มอาจทำให้เกิดช่องว่างที่เรียกว่า ฟันห่างขึ้นใหม่ หรือ ทำให้ฟันที่เคยชิดกันมาก่อนเริ่มแยกออกจากกัน

  • (สำคัญสำหรับคนจัดฟัน) ใส่รีเทนเนอร์ไม่พอดี รู้สึกแน่นหรือเจ็บเมื่อใส่

หากคุณเคยจัดฟันมาแล้ว การที่รีเทนเนอร์เริ่มใส่ยาก รู้สึกแน่นหรือทำให้เจ็บ แสดงว่าฟันเริ่มมีการเคลื่อนที่ออกจากแนวเดิมอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นสัญญาณหลักของภาวะฟันล้มหลังจัดฟัน

  • มีปัญหาในการบดเคี้ยวอาหาร หรือ การสบฟันไม่เหมือนเดิม

การเคลื่อนตัวของฟันทำให้การเรียงตัวของฟันบนและฟันล่างผิดเพี้ยนไป อาจทำให้รู้สึกว่าเคี้ยวอาหารได้ไม่ถนัดเหมือนเดิม หรือ สบฟันแล้วรู้สึกว่ามีฟันบางซี่ชนกันก่อนฟันซี่อื่น

ฟันล้ม

สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดภาวะ “ฟันล้ม”

ฟันล้มไม่ได้เกิดขี้นโดยไม่มีสาเหตุ มักเกิดจากปัจจัยหนึ่งหรือหลายปัจจัยดังต่อไปนี้

1. การสูญเสียฟัน (แล้วไม่ได้รับการทดแทน)

นี่คือสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด เมื่อมีการถอนฟันออกไปและไม่ได้ใส่ฟันปลอม รากฟันเทียม หรือ สะพานฟันเพื่อทดแทน ฟันซี่ข้างเคียงก็จะเริ่มเอียงเข้าสู่ช่องว่างและฟันคู่สบก็จะยื่นยาวลงมาในช่องว่างนั้นเพื่อหาคู่สบทำให้เกิดภาวะฟันล้ม

2. หลังการจัดฟัน (ฟันล้มหลังจัดฟัน) 

ฟันล้มหลังจัดฟันเป็นที่รู้จักกันในชื่อ ฟันคืนตัว หลังจากการจัดฟันเสร็จสิ้น หากคนไข้ไม่ใส่ รีเทนเนอร์ อย่างสม่ำเสมอและถูกต้อง เนื้อเยื่อรอบฟันและกระดูกขากรรไกรอาจยังไม่แข็งแรงพอที่จะยึดฟันให้อยู่ในตำแหน่งใหม่ ทำให้ฟันเคลื่อนกลับไปยังตำแหน่งเดิมหรือเกิดการล้มตัวตามธรรมชาติ

3 ปํญหาสุขภาพช่องปาก 

  • โรคเหงือกอักเสบและปริทันต์อักเสบ 

เมื่อเหงือกและกระดูกรอบ ๆ รากฟันถูกทำลายจากโรคปริทันต์ ความมั่นคงของฟันจะลดลง ทำให้ฟันโยกและเคลื่อนที่ได้ง่ายขึ้น หรือ เกิดการล้มตัวออกจากกัน

  • ฟันผุขนาดใหญ่ 

ฟันผุที่ทำลายเนื้อฟันส่วนใหญ่ไปอาจทำให้โครงสร้างของฟันอ่อนแอและไม่สามารถรับแรงบดเคี้ยวได้ปกติจากเกิดการเคลื่อนตัวได้

4. พฤติกรรมในชีวิตประจำวัน 

  • การนอนกัดฟันหรือกัดเน้นฟัน

แรงกดจากการกัดฟันอย่างต่อเนื่องอาจทำให้ฟันเคลื่อนที่หรือสึกหรอได้

  • การใช้ลิ้นดันฟัน

การออกเสียงหรือการกลืนที่ผิดปกติ โดยมีการใช้ลิ้นดันฟันหน้าเป็นประจำ อาจทำให้ฟันหน้ายื่นออกหรือเกิดช่องว่าง

  • พฤติกรรมดูดนิ้วในวัยเด็ก

หากไม่ได้รับการแก้ไขอาจส่งผลต่อการเรียงตัวของฟันในระยะยาว

5. อายุที่เพิ่มขึ้น 

เมื่อเราอายุมากขึ้น แนวโน้มที่ฟันจะมีการเคลื่อนตัวและเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยก็มีสูงขึ้นตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นผลมาจากการสึกหรอของฟัน และ ความหนาแน่นของกระดูกขากรรไกรที่อาจเปลี่ยนแปลงได้

ฟันล้ม อันตรายหรือไม่? ผลกระทบที่ตามมา

ภาวะฟันล้มไม่ได้เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่มีผลกระทบด้านลบที่ตามมาหลายอย่าง ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในช่องปาก

ปัญหาสุขภาพช่องปาก

  • ทำความสะอาดยาก – เมื่อฟันเอียงหรือซ้อนเก การแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันจะทำได้ยากขึ้น ทำให้มีเศษอาหารและคราบจุลินทรีย์สะสม นำไปสู่ความเสี่ยงของฟันผุและโรคเหงือกที่สูงขึ้น
  • การสบฟันผิดปกติ – ฟันที่ล้มทำให้การสบฟันไม่สมบูรณ์ อาจเกิดแรงกดที่ผิดปกติกับฟันบางซี่หรือกระดูกขากรรไกรนำไปสู่อาการปวดข้อต่อขากรรไกร
  • ฟันสึก/ฟันแตก – เมื่อการสบฟันผิดปกติ ฟันบางซี่จะรับแรงบดเคี้ยวมากเกินไป อาจทำให้เกิดการฟันสึกหรืออาจถึงขั้นฟันแตกได้

ปัญหาด้านความสวยงามและความมั่นใจ 

ฟันที่ล้มหรือมีช่องว่างส่งผลต่อรอยยิ้มโดยตรง ทำให้รูปลักษณ์ของฟันดูไม่สวยงามเท่าที่ควร ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นใจในการเข้าสังคมและการพูดคุยได้

ความยุ่งยากในการรักษาในอนาคต 

การปล่อยให้ฟันล้มเป็นเวลานานจะทำให้การจัดฟันรอบใหม่หรือการบูรณะฟันทำได้ยากและซับซ้อนยิ่งขึ้น รวมถึงมีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นด้วย เช่น หากฟันคู่สบยื่นลงมาในช่องว่างมากเกินไป อาจต้องมีการกรอฟันหรือจัดฟันเคลื่อนฟันกลับก่อนจึงจะสามารถใส่รากฟันเทียมได้

ภาพ X-Ray ฟันล้ม

ภาพ X-ray เคสฟันล้ม

แนวทางการป้องกันและ “วิธีการแก้ไขฟันล้ม”

แนวทางการป้องกันและวิธีการแก้ไขฟันล้ม มีแนวทางอย่างไร

วิธีป้องกันฟันล้มที่ดีที่สุด คือการป้องกันมักง่ายและประหยัดกว่าการแก้ไขเสมอ

  • การใส่รีเทนเนอร์ – สำหรับผู้ที่เคยจัดฟันมาแล้ว การใส่รีเทนเนอร์ตามคำแนะนำของทันตแพทย์เป็นมาตรการป้องกันฟันล้มหลังจัดฟันที่สำคัญที่สุด
  • การทดแทนฟันที่สูญเสียไป – หากจำเป็นต้องถอนฟันออกไป ควรรีบปรึกษาทันตแพทย์เพื่อวางแผนการทดแทนฟันที่สูญเสียไปด้วยวิธีที่เหมาะสม เช่น รากฟันเทียม หรือ สะพานฟัน เพื่อรักษาสมดุลของฟันในช่องปากและป้องกันไม่ให้ฟันซี่อื่นล้มตาม

การรักษาแก้ไขภาวะฟันล้ม 

บริการ/วิธีการรักษา รายละเอียดการรักษา  รายละเอียดเพิ่มเติม 
การจัดฟันแก้ฟันล้ม (Retreatment) สำหรับกรณีที่ฟันล้มจากการไม่ใส่รีเทนเนอร์ หรือ มีการเคลื่อนตัวเล็กน้อย ทันตแพทย์จะใช้เครื่องมือจัดฟัน เช่น จัดฟันแบบลวด หรือ จัดฟันใส เพื่อเคลื่อนฟันที่ล้มกลับสู่ตำแหน่งที่ถูกต้อง จัดฟัน
รากฟันเทียม

(Dental Implant)

เป็นวิธีการทดแทนฟันที่สูญเสียไปอย่างถาวร โดยการฝังรากเทียมลงในกระดูกขากรรไกร และใส่ครอบฟันด้านบนช่วยยึดไม่ให้ฟันซี่ข้างเคียงล้มเข้าหาช่องว่างและฟันคู่สบยื่นลงมา รากฟันเทียม
สะพานฟัน 

(Dental Bridge)

เป็นฟันปลอมติดแน่นที่ใช้ฟันซี่ข้างเคียงเป็นหลักยึดสำหรับฟันปลอม 1-3 ซี่ที่หายไป ช่วยเติมช่องว่างและป้องกันฟันล้มโดยไม่ต้องผ่าตัด สะพานฟัน
ฟันปลอมถอดได้

(Removable Denture)

เป็นตัวเลือกสำหรับทดแทนฟันหลายซี่ที่หายไป สามารถถอดออกมาทำความสะอาดได้และช่วยป้องกันการเคลื่อนที่ของฟันที่เหลืออยู่ ฟันปลอมถอดได้
การบูรณะฟันขนาดใหญ่ หากฟันที่ล้มมีความเสียหายมาก เช่น ฟันแตก หรือ มีการสูญเสียเนื้อฟันมาก อาจต้องใช้ครอบฟันในการบูรณะฟันซี่นั้นให้กลับมามีรูปร่างที่แข็งแรงและสวยงามเพื่อช่วยในการสบฟันที่เหมาะสม ครอบฟัน

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ฟันล้ม

1) ฟันล้ม (Tooth Shifting/Tilting) คืออะไร และแตกต่างจากฟันเคลื่อน (Tooth Migration) ทั่วไปอย่างไร.

“ฟันล้ม” คือ ภาวะที่ฟันซี่ใดซี่หนึ่งหรือหลายซี่เอียงหรือเอนตัวไปจากแนวแกนปกติของฟัน ซึ่งมักเกิดขึ้นในทิศทางของช่องว่างที่ฟันซี่ข้างเคียงถูกถอนออกไปแล้วไม่ได้ใส่ฟันปลอมทดแทน ทำให้ฟันที่เหลือขาดการค้ำยันและค่อย ๆ ล้มลงไปในช่องว่างนั้น

ความแตกต่าง 

ฟันล้ม – เป็นการเคลื่อนที่เฉพาะเจาะจงที่ฟันมีการเอียงตัวไปตามแนวแกน (แกนฟันไม่ตั้งตรง) มักเกิดจากการสูญเสียฟันซี่ข้างเคียง

ฟันเคลื่อน – เป็นคำที่กว้างกว่า หมายถึงการเคลื่อนที่ของฟันในทุกทิศทาง เช่น การเคลื่อนที่ไปข้างหน้า ข้างหลัง หรือ การยื่นยาวขึ้น ซึ่งอาจเกิดจากแรงบดเคี้ยว โรคปริทันต์ หรือ การจัดฟัน

2) ลักษณะอาการและสัญญาณที่สังเกตได้ชัดเจนของผู้มีภาวะ “ฟันล้ม” มีอะไรบ้าง?

อาการและลักษณะที่สังเกตได้ชัดเจน ได้แก่

2.1 เห็นช่องว่างแคบลง – คือช่องว่างเดิมที่เกิดจากการถอนฟันจะมีขนาดเล็กหรือเกือบปิด เพราะฟันซี่ข้างเคียงเอนตัวเข้าไป

2.2 ระนาบการสบฟันผิดปกติ – คือฟันที่ล้มจะดูเหมือนต่ำหรือสูงกว่าฟันซี่อื่น ทำให้ระนาบการสบฟันไม่เรียบเสมอกัน

2.3 อาหารติดง่ายมาก – เศษอาหารมักติดอยู่บริเวณซอกฟันที่เอียง โดยเฉพาะใต้ส่วนที่ฟันยื่นล้ำเข้าไปในช่องว่าง ทำให้ทำความสะอาดยาก

2.4 ปวดหรือเสียวฟัน – อาจเกิดขึ้นเมื่อมีการสบกระแทกหรือเมื่อฟันผุเกิดขึ้นบริเวณที่ทำความสะอาดได้ยาก

3) สาเหตุหลักที่สุดที่ทำให้เกิดภาวะฟันล้มคืออะไร?

เมื่อฟันซี่หนึ่งหายไป ความสมดุลของแรงดันในช่องปากจะเสียไป

ฟันซี่ข้างเคียง – โดยเฉพาะฟันกรามที่อยู่ด้านหลังของช่องว่างจะถูกแรงดันตามธรรมชาติให้เคลื่อนที่และเอนตัวล้มลงไปยังช่องว่างนั้น

ฟันคู่สบ – ฟันที่อยู่ในขากรรไกรตรงข้ามกับช่องว่าง จะยื่นยาวลงมาในช่องว่าง เพราะไม่มีฟันคู่บดเคี้ยวคอยรับและยับยั้งการยื่นของมัน

4) ปัจจัยอื่นใดที่สามารถส่งเสริมให้ฟันล้มเร็วขึ้นหรือรุนแรงขึ้นได้?

ปัจจัยอื่นที่เร่งให้เกิดฟันล้มหรือทำให้รุนแรงขึ้นได้แก่

4.1 โรคเหงือกอักเสบ ปริทันต์อักเสบ – การทำลายกระดูกรองรับรากฟันจากโรคปริทันต์ทำให้ฟันขาดความมั่นคงและเคลื่อนที่ได้ง่ายขึ้นและเร็วกว่าปกติมาก

4.2 แรงบดเคี้ยงที่ไม่สมดุล – เมื่อฟันหลายซี่หายไป การกระจายแรงบดเคี้ยวจะผิดปกติ ทำให้ฟันที่เหลือรับภาระมากขึ้นและถูกแรงผลักให้เอียงหรือเคลื่อนที่ได้ง่าย

4.3 พฤติกรรมในช่องปาก – การกัดฟัน หรือ การใช้นิ้ว ลิ้นดันฟันอย่างต่อเนื่อง อาจเป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้ฟันเคลื่อนที่ได้

5) ภาวะฟันล้มส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการบดเคี้ยวและการสบฟันอย่างไร?

ผลกระทบต่อระบบบดเคี้ยวมีดังนี้

5.1 การสบฟันผิดปกติ – ฟันที่ล้มจะทำให้ระนาบการสบฟันเปลี่ยนไปอย่างมาก และอาจทำให้เกิดการสบกระแทก ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการปวดฟัน หรือ ปัญหาของข้อต่อกรรไกรได้

5.2 ประสิทธิภาพการบดเคี้ยวลดลง – พื้นผิวบดเคี้ยวของฟันที่เอียง ไม่สามารถทำงานร่วมกับฟันคู่สบได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้การย่อยอาหารเริ่มต้นในช่องปากไม่สมบูรณ์และอาจต้องเคี้ยวอาหารด้วยฟันด้านเดียวมากขึ้น

6) ภาวะฟันล้มมีผลกระทบต่อสุขอนามัยช่องปากและการดูแลความสะอาดอย่างไร?

ฟันล้มเป็นปัญหาใหญ่ต่อสุขอนามัยช่องปากเนื่องจาก

6.1 เกิดฟันที่สะสมคราบจุลินทรีย์ – มุมของฟันที่เอียงเข้าไปในช่องว่างจะสร้างซอกมุมที่เข้าถึงยาก เป็นแหล่งสะสมของเศษอาหารและคราบจุลินทรีย์

6.2 ทำความสะอาดยากมาก – แปรงสีฟันและไหมขัดฟันไม่สามารถเข้าถึงพื้นที่ที่ฟันล้มได้ทั้งหมด ทำให้การทำความสะอาดไร้ประสิทธิภาพ

6.3 ความเสี่ยงสูงต่อฟันผุและโรคเหงือก – การสะสมของคราบจุลินทรีย์ในบริเวณที่ทำความสะอาดยากนี้จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดฟันผุบริเวณคอฟัน รากฟัน  และ โรคเหงือกอักเสบ    ปริทันต์อักเสบอย่างรวดเร็ว

7) วิธีป้องกันภาวะฟันล้มที่มีประสิทธิภาพที่สุดคืออะไร?

การใส่ฟันปลอมทดแทนฟันที่ถูกถอนไปโดยเร็วที่สุด

การทดแทนฟันจะช่วยรักษาระยะห่างของช่องว่าง Space Maintenance และทำหน้าที่ค้ำยันฟันซี่ข้างเคียงไม่ให้ล้มเอนเข้ามาในช่องว่างนั้น รูปแบบการทดแทนฟันที่แนะนำ ได้แก่ การฝังรากฟันเทียม การทำสะพานฟัน หรือ การใส่ฟันเทียมถอดได้

8) ในกรณีที่ฟันล้มไปแล้วไม่มาก มีแนวทางการแก้ไขเบื้องต้นที่ทันตแพทย์สามารถทำได้อย่างไรบ้าง?

หากฟันล้มไม่มากและช่องว่างยังสามารถแก้ไขได้ ทันตแพทย์อาจใช้แนวทางเบื้องต้นเช่น

  • การกรอฟัน – กรอและปรับแต่งผิวฟันที่ล้มและฟันคู่สบที่ยื่นยาวลงมาเล็กน้อย เพื่อปรับระนาบการสบฟันให้เข้าที่และกำจัดจุดสบกระแทก
  • การทำครอบฟัน – หากฟันล้มไม่มาก อาจมีการกรอฟันที่ล้มและทำครอบฟันเพื่อปรับแนวแกนและรูปร่างของตัวฟันให้ตั้งตรงขึ้นก่อนจะใส่ฟันปลอมเพื่อทดแทนช่องว่างที่เหลือ

9) หากฟันล้มอย่างรุนแรงจนส่งผลกระทบต่อการสบฟันมาก ทันตแพทย์จะแนะนำวิธีการรักษาโดยการจัดฟันได้อย่างไร?

เมื่อฟันล้มอย่างรุนแรง การแก้ไขด้วยวิธีอื่นอาจไม่เพียงพอ ทันตแพทย์จะแนะนำการจัดฟันเพื่อดึงฟันให้ตั้งตรง โดยใช้อุปกรณ์จัดฟันติดเฉพาะบริเวณฟันที่ล้มเพื่อค่อย ๆดึงหรือผลักแกนฟันให้ตั้งตรงกลับเข้าสู่ตำแหน่งเดิม

การรักษาด้วยการจัดฟันนี้จะช่วยสร้างช่องว่างที่เหมาะสม โดยการเปิดช่องว่างให้มีขนาดกว้างพอสำหรับใส่ฟันปลอมทดแทน รวมถึงการปรับระนาบการสบฟัน โดยแก้ไขความผิดปกติของระนาบการบดเคี้ยวให้ดีขึ้นก่อนขั้นตอนการใส่ฟันปลอมถาวร

10) การฝังรากฟันเทียมเพื่อทดแทนฟันในบริเวณที่มีฟันล้มอยู่ก่อนแล้ว มีข้อพิจารณาที่ซับซ้อนอย่างไร? 

ข้อพิจารณาที่ซับซ้อนที่สุดคือ พื้นที่สำหรับฝังรากเทียมไม่เพียงพอ หากฟันซี่ข้างเคียงล้มเอนเข้าสู่ช่องว่างมากเกินไปหรือฟันคู่สบยื่นยาวลงมามากเกินไปจะทำให้ทันตแพทยืไม่มีพื้นที่สำหรับการวางตำแหน่งรากฟันเทียมและการทำตัวฟันปลอมที่มีขนาดเหมาะสมและสวยงามได้

ในกรณีนี้จะต้องมีการแก้ไขด้วยการจัดฟันเพื่อดึงฟันที่ล้มให้ตั้งตรงหรือกรอฟันคู่สบที่ยื่นลงมาเสียก่อนเพื่อให้มีช่องว่างและระนาบการสบฟันที่ถูกต้องเพียงพอ จึงจะสามารถดำเนินการฝังรากฟันเทียมได้สำเร็จและมีประสิทธิภาพในระยะยาว

การรักษาแก้ไขภาวะฟันล้ม

สรุปและคำแนะนำจากทันตแพทย์ Skytrain Dental Group

สรุป ลักษณะอาการฟันล้มที่สังเกตได้

  • ฟันเอียง/ฟันเอน ฟันที่เหลืออยู่จะเอียงตัวเข้าไปในช่องว่างที่เกิดจากการสูญเสียฟันซี่ข้างเคียง
  • ช่องว่างแคบลง ช่องว่างเดิมที่ถอนฟันจะเล็กลงหรือไม่เป็นรูปร่าง
  • อาหารติดง่าย เศษอาหารติดบริเวณซอกฟันที่เอียงและทำความสะอาดได้ยากมาก
  • การสบฟันผิดปกติ รู้สึกว่าการเคี้ยวไม่เข้าที่ อาจมีอาการปวดข้อต่อขากรรไกรหรือปวดฟันจากการสบกระแทก

รวมถึงสาเหตุของอาการฟันล้ม คือ

  • สูญเสียฟันแล้วไม่ใส่ฟันปลอม
  • ไม่ใส่รีเทนเนอร์หลังจัดฟัน
  • โรคปริทันต์อักเสบจากการทำลายกระดูกรองรับรากฟันทำให้ฟันโยกและเคลื่อนที่ได้ง่าย

ผลกระทบที่ตามมาคือสุขอนามัยแย่ลง ฟันที่ล้มสร้างซอกมุมที่แปรงฟันเข้าไม่ถึงจึงเกิดการสะสมคราบจุลินทรีย์ ทั้งหมดสามารถรักษาและป้องกันได้ ซึ่งการป้องกันที่ดีคือใส่ฟันปลอมทดแทนฟันที่สูญเสียไปทันที ส่วนการรักษาเมื่อฟันล้มรุนแรงด้วยการจัดฟันเพื่อดึงแกนฟันที่ล้มให้ตั้งตรงและหรือดันฟันคู่สบที่ยื่นยาวให้กลับเข้าที่และการใส่รีเทนเนอร์อย่างสม่ำเสมอ

คำแนะนำจากทันตแพทย์ Skytrain Dental Group 

หลักการดูแลรักษาภาวะฟันล้มที่ทันตแพทย์ทุกคนจะเน้นย้ำได้แก่

1.อย่าปล่องช่องว่างทิ้งไว้ – หากมีการถอนฟัน ทันตแพทย์จะเน้นย้ำให้คนไข้พิจารณาการใส่ฟันปลอมทดแทน (ไม่ว่าจะเป็นรากฟันเทียม สะพานฟัน หรือ ฟันเทียมถอดได้) โดยเร็วที่สุด เพราะการป้องกันฟันล้มง่ายและถูกกว่าการแก้ไขในภายหลังมาก

2.วินัยในการใส่รีเทนเนอร์ – สำหรับผู้ที่จัดฟันเสร็จแล้ว รีเทนเนอร์คือสิ่งสำคัญที่สุดที่จะป้องกันไม่ให้ฟันล้ม ควรใส่ตามคำแนะนำของทันตแพทย์อย่างเคร่งครัด

3.ตรวจสุขภาพช่องปากสม่ำเสมอ – การพบทันตแพทย์ทุก 6 เดือน มีความสำคัญอย่างยิ่งในการตรวจสอบสัญญาณเริ่มต้นของฟันล้ม หรือ ปัญหาเหงือกและกระดูกที่อาจเป็นสาเหตุ

4.การแก้ไขต้องเป็นไปตามขั้นตอน – หากฟันล้มไปแล้ว การแก้ไขด้วยฟันปลอมอาจไม่สามารถทำได้ทันที อาจจะต้องเข้าสู่กระบวนการจัดฟันเพื่อปรับแกนฟันให้ตั้งตรงเสียก่อนเพื่อให้ได้ผลลัพธ์การใส่ฟันปลอมที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนที่สุด

Share This:
Share:
โปรทำฟัน
โปรจัดฟัน
เลือกสาขา